ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

Wat Nam Yuen Song Subdistrict, Nam Yuen District, Ubon Ratchathani Province

พระประธานภายในอุโบสถ

วัดน้ำยืน ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำยืน เลขที่ ๑๕๑ ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ๖๘ ตารางวา หมู่ที่ ๖ ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่รอบวัด ทุกด้าน ทิศเหนือติดถนน รพช. สายน้ำยืน-บุณฑริก ทิศใต้ ติดทางสาธารณะประโยชน์ ทิศตะวันออก ติดที่นางมาก ธัมโม และโรงพยาบาลน้ำยืน ทิศตะวันตก ติดทางสาธารณะ-ที่นายวีด พลทัน-นายสุนทร-และนายบุญจันทร์

ประวัติความเป็นมาสาเหตุที่เรียกและตั้งชื่อวัดน้ำยืน

คำเล่าขานกันของคนผู้เฒ่าในหมู่บ้านน้ำยืนหลายคนว่า วัดบ้านน้ำยืน ก่อตั้งราวปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ซึ่งสถานที่ก่อตั้งวัดบ้านน้ำยืน บริเวณแถววัดมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นเป็นป่าไม้เป็นธรรมชาติ และมีหนองอยู่รอบวัดทั้ง ๔ ทิศ ทางทิศตะวันออก เรียกหนองตากก ซึ่งเรียกตามภาษาเขมร ของท้องถิ่นว่า หนอง แปลว่าตะเปียง ตา แปลว่าตา หรือคุณตา กก แปลว่า นกกระยาง กก เรียกอีกอย่างว่าต้นไม้ชนิดหนึ่งซึ่งชอบเอามาสานเป็นเสื่อ เรียกว่าต้นกก ฉะนั้นจึงเรียกว่าหนองตากก และท้องถิ่นเรียกว่าตะเปียงตากก
สมัยนั้นในช่วงเข้าพรรษาจะมีนกกระยางมาจำพรรษาอยู่ในสถานที่แถวบริเวณหนองตากกหรือตะเปียงตากก ทิศใต้เรียกว่าหนองน้ำดำ แปลว่า หนอง เรียกว่าตะเปียง น้ำ แปลว่าตึก ดำ แปลว่าเขมา ในสมัยนั้นน้ำดำมากและดินก็ดำมากเหมือนกัน จึงเรียกว่าหนองน้ำดำ หรือตะเปียงตึกเขมา ทิศตะวันตกเรียกว่าตะเปียงโกนกระเปอร์ แปลว่าหนองลูกจระเข้ เพราะเคยมีจระเข้มาออกลูกที่หนองนี้เลยเรียกว่าตะเปียงโกนกระเปอร์ ทิศเหนือเรียกว่าหนองหัวช้าง (หนองนี้ในอดีตมีช้างชุกชุมมาก เลยเรียกว่าหนองหัวช้าง) หนอง แปลว่า ตะเปียง หัวแปลว่า กะบาล ช้างแปลว่า ดำเรย อย่าอ่านว่า "เรย" ให้อ่านเหมือนภาษาบาลี ที่อ่านว่า ไร ฉะนั้น "ดำเรย" ก็คือช้าง จึงเรียกว่า หนองหัวช้าง เพราะเป็นแหล่งน้ำคำที่มีแหล่งน้ำไหลออกมาซึมซับพื้นดินทำให้ชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา จึงได้ตั้งชื่อวัดว่าวัดบ้านน้ำยืน และก็ตั้งชื่อวัดตามหมู่บ้านที่เรียกขานกันติดปากว่าวัดบ้านน้ำยืนถึงปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาและบุคคลสำคัญที่มาสร้างวัดเท่าที่จำได้

เริ่มแรกนายประเทศ พะวงค์ และนายสา ต่อมาก็ไม่ทราบประวัติอีกเลยตามที่เล่าให้ฟังมาอย่างนี้ จากพ่อจิน จะโรจร เป็นคนเล่าให้ฟัง อาจจะผิดพลาดบ้าง มีเจ้าอาวาสชื่อ พระอ่อน พะวงค์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ – ๒๔๗๕ และท่านก็ได้ลาสิกขาออกไป และก็มี พระโส สาริค เป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๔๘๒ และท่านก็ได้ลาสิกขาออกไป จนกระทั่งเวลาต่อมาวัดบ้านน้ำยืน ก็เป็นวัดร้างไปไม่มีพระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาอีกเลย เนื่องจากสาเหตุในสมัยนั้น จำจากผู้เล่าให้ฟังว่า มีกำนันหอม อบชา ซึ่งเป็นกำนันตำบลโซง ได้มีความคิดใหม่ให้รวมหมู่บ้าน ๒ หมู่บ้าน คือ หมู่บ้านน้ำยืน กับหมู่บ้านโซง ให้เป็นวัดเดียวกัน ให้อยู่จุดศูนย์กลางที่ทุ่งนา คือวัดบ้านโซง ปัจจุบัน หลังจากนั้นมาวัดบ้านน้ำยืน ก็ไม่มีพระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาอีกเลยแม้แต่รูปเดียว เพราะกำนันหอม อบชา ได้ไล่พระภิกษุสงฆ์ให้ไปอยู่ที่วัดบ้านโซง จึงเป็นสาเหตุทำให้วัดบ้านน้ำยืนต้องร้าง และตั้งแต่นั้นมาเป็นเวลานานประมาณ ๑๔ ปี จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงได้มีพระภิกษุสงฆ์อีกครั้ง โดยการนำของผู้ใหญ่บ้านน้ำยืน พ่อจิน จะโรจร ซึ่งในสมัยนั้นท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านน้ำยืน และท่านได้อุปถัมภ์วัดบ้านน้ำยืนเรื่อยมา

พ่อจิน จะโรจร ผู้ใหญ่บ้านน้ำยืนได้ปรึกษาหารือกันกับนายสมศักดิ์ ถนอนวงค์ และได้พากันริเริ่มการก่อตั้งสร้างวัดขึ้นอีกครั้ง จึงได้พากันไปกราบเรียนปรึกษากับหลวงพ่อพระครูสารธรรมโกวิท (จันดี โกวิโท) อดีตเจ้าคณะอำเภอน้ำยืน หลวงพ่อก็ได้หาพระภิกษุสงฆ์ให้โดยแนะนำให้ พ่อจิน จะโรจร ได้พากันไปนิมนต์พระจากวัดบ้านตลาด อำเภอเดชอุดมมา ๘ รูป มาจำพรรษาอยู่ประมาณ ๑ พรรษา พอออกพรรษาแล้วพระภิกษุสงฆ์ก็ได้ลาญาติโยมกลับไปยังวัดเดิมของท่าน ต่อมาผู้ใหญ่จิน จะโรจร ก็ได้ปรึกษากันไปนิมนต์พระเฮาจากวัดบ้านหมากแหน่ง ตำบลตาเกา กิ่งอำเภอน้ำขุ่น (ปัจจุบันเป็นอำเภอน้ำขุ่น) จังหวัดอุบลราชธานี มาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านน้ำยืน และญาติโยมก็ได้หาโยมในหมู่บ้านให้บวชอยู่ด้วยหลายรูป มีพระสิน ติภาโร และสามเณรอาจ ในพรรษานั้นเท่าที่จำได้และญาติโยมก็ได้ทำกลองเพล ขึ้นหนึ่งอันในพรรษานี้ และพระเฮา ได้อบรมสั่งสอนพระภิกษุสงฆ์สามเณรในพรรษา ให้เรียนสวดมนต์ไหว้พระจนชำนาญพอสวดมนต์ได้ด้วยตนเองในพรรษา พอหลังออกพรรษาพระเฮาก็ได้บอกลาญาติโยมกลับวัดบ้านหมากแหน่ง ซึ่งมีพระสิน ติภาโรอยู่ต่อในช่วงนั้น พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๑๗ อยู่เป็นประธานสงฆ์ในช่วงนั้นมา ผู้ใหญ่จิน จะโรจร กับคณะกรรมการทายกทายิกาวัด ได้พากันไปหาหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอน้ำยืน พระครูสารธรรมโกวิท (จันดี โกวิโท) (อดีตเจ้าคณะอำเภอน้ำยืน) ปรึกษากับหลวงพ่ออีกครั้ง หลวงพ่อได้บอกกับญาติโยมว่า โยมเอ๋ย อยากได้พระแบบไหน โยมอยากได้พระดี ๆ ถ้าอย่างนั้นโยมไปนิมนต์พระที่วัดดอนโมกข์ มานะท่านชื่อ พระบุญเรือน สุจิตฺโต ญาติโยมได้ไปนิมนต์ พระบุญเรือน สุจิตฺโต (พระครูสถิตชลธาร) มาจากวัดดอนโมกข์ ตำบลขี้เหล็ก กิ่งอำเภอน้ำขุ่น (ปัจจุบันเป็นอำเภอน้ำขุ่น) จังหวัดอุบลราชธานี มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านน้ำยืน ต่อแต่นั้นมาวัดบ้านน้ำยืนก็ไม่เคยขาดพระภิกษุสงฆ์สามเณรอีกเลย จนถึงปัจจุบันนี้ วัดมีอายุได้ประมาณ ๒๐๕ ปี นับว่าเป็นวัดที่เก่าแก่ในพระพุทธศาสนา

ครั้งหนึ่งวัดบ้านน้ำยืน โดยพระครูสถิตชลธาร (บุญเรือน สุจิตฺโต) เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านน้ำยืน เคยได้ช่วยประเทศชาติบ้านเมืองของไทย ด้วยการให้กำลังใจกับแม่ทัพทหารและพลทหาร ช่วงราวเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ มีสงครามเกิดขึ้นหลายครั้ง และวัดบ้านน้ำยืนก็เป็นฐานพักของพลทหารหารมีพลทหารและมีแม่ทัพทหารมาพักตั้งฐานรบอยู่ในวัดบ้านน้ำยืน และในช่วงนั้นมีทหารถูกยิงตายไม่ทราบฝ่ายเป็นจำนวนมาก พลทหารได้นำศพพลทหารที่ถูกยิงตายมาไว้ใต้ถุนศาลาการเปรียญหลังเก่า ปัจจุบันได้รื้อถอนไปแล้ว เป็นศาลาไม้ทั้งหลังแบบ ๒ ชั้น และก็ได้สร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ขึ้น ตรงจุดเก่าที่ได้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ และนี่ก็นับว่าเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ควรจดจำเอาไว้เช่นกัน พระครูสถิตชลธาร (บุญเรือน สุจิตฺโต) ก็ได้พัฒนาวัดบ้านน้ำยืนเรื่อยมา

วัดน้ำยืน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๐ เขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๒๐ เมตร
ยาว ๔๐ เมตร

วัดน้ำยืนได้รับให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างจากกรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๙

ภาพอุโบสถ/ภายในอุโบสถ ในอดีตวัดน้ำยืน

พระบรมสารีริกธาตุ

พระพุทธรูปสำคัญภายในวัด

หลวงพ่อโอภาสีพระประธานจำอุโบสถ สร้างปี พ.ศ. ๒๕๓๕

พระพุทธมหาเทพารักษ์ พระประธานจำศาลาการเปรียญ เนื้อทองสัมฤทธิ์ หน้าตักประมาณ ๖๗ นิ้ว

พระประธานประจำวิหาร

พระพุทธรูปหินสีหน้า พระพทธรูปศักดิ์สิทธิ์ อายุประมาณ ๒๐๐๐ กว่าปี เนื้อหินทราย (องค์พระพุทธรูปแกะทาสีเหลืองทอง) หน้าตัก ๕ นิ้ว ครึ่ง ทั้ง ๔ ด้าน ส่วนสูง ๑๐ นิ้ว

วิหารพระในอดีต

วิหารพระในปัจจุบัน

รายนามประธานวัดน้ำยืน  เท่าที่ทราบมา  มีดังนี้

             ๑.  พระอ่อน  พะวงค์  เป็นประธานเมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๖๘ – ๒๔๗๕  รวม  ๗  ปี      

             ๒.  พระโส  สาริก  เป็นประธานเมื่อ  พ.ศ.  ๒๔๗๕ – ๒๔๘๒   รวม  ๗  ปี   

             ๓.  พระสิน  ติภาโร เป็นประธานเมื่อ  พ.ศ.  ๒๕๑๖ – ๒๕๑๗  รวม  ๒  ปี

รายนามเจ้าอาวาสวัดน้ำยืน  ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการคณะสงฆ์

            ๑.  พระครูสถิตชลธาร  (บุญเรือน  สุจิตฺโต)  อดีตเจ้าอาวาสวัดน้ำยืน  ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ

วันที่  ๑๓  เดือน  มกราคม  พ.ศ.  ๒๕๑๙ – ๒๕๕๕ รวม  ๓๖  ปี 

สถานะเดิม
ชื่อ บุญเรือน นามสกุล พงษ์สุระ เกิดวันศุกร์ที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๘๘ ปีระกา บิดา นายปิ มารดา นางสุบิน
บ้านเลขที่ ๑๖ บ้านเริงรมย์ หมู่ที่ ๙ ตำบลหัวเสือ (ปัจจุบันตำบลสำโรงตาเจ็น) อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

บรรพชา
วันเสาร์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๕ ปีขาล ณ วัดศิริวราวาส ตำบลน้ำอ้อม อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
พระอุปัชฌาย์ พระครูกันทร-ลักษณ์บรรหาร (พระสุมังคลาจารย์) วัดศิริวราวาส ตำบลน้ำอ้อม อำเภอ
กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

อุปสมบท
วันอาทิตย์ ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๘ ปีมะเส็ง ณ วัดบ้านแก้ง ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

พระอุปัชฌาย์  เจ้าอธิการชม ฐิตธมฺโม วัดบ้านแก้ง ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
พระกรรมวาจาจารย์ พระพรมมี ฉนฺทาคโม วัดไฮตาก ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
พระอนุสาวนาจารย์ พระแสวง อกิญฺจโน วัดบ้านแก้ง ตำบลแก้ง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

วิทยฐานะ
พ.ศ. ๒๕๐๘ สอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักศาสนศึกษาวัดดอนโมกข์ อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. ๒๕๒๕ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ระดับ ๔ โรงเรียนอมรวิทยาอำเภอน้ำยืน จังหวัด
อุบลราชธานี
ความชำนาญการ สามารถอ่านเขียนอักษรขอมได้คล่อง

งานการปกครอง
– พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนโมกข์ ตำบลขี้เหล็ก-ไพบูลย์ กิ่งอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี
– พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
– พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น“ฐานานุกรม พระปลัด”ในพระปลัดบุญเรือน สุจิตฺโต (พระครูสถิต
ชลธาร)
– พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าคณะตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นรองเจ้าคณะ
อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
– พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นเจ้าคณะอำเภอน้ำยืน

งานการเผยแผ่
– พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้เป็นประธานจัดงานมอบถวายพระบรมสารีริกธาตุให้วัดต่าง ๆ ในอำเภอน้ำยืน-น้ำขุ่น เมื่อวัน ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ณ วัดน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๔๖ วัด
– พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้เป็นประธานโครงการบรรพชาสามเณรทั่วประเทศ ๘๔,๐๐๐ รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ๘๐ พรรษา ปี ๒๕๕๐ เมื่อวันที่ ๑๘-๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ณ วัดน้ำยืน ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน ๗๙ รูป
– พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้เป็นประธานในโครงการพัฒนาสังคมตามอุดการณ์แผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง คณะสงฆ์อำเภอน้ำยืน

งานการสาธารณูปการ
พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้ดำเนินการก่อสร้างวิหารวัดน้ำยืน
พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญ
พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้ดำเนินการก่อสร้างห้องน้ำ ๕ ห้อง
พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้ดำเนินการก่อสร้างอุโบสถ
พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ก่อสร้างอาคารศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ภายในวัด
พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ดำเนินการก่อสร้างหอกล้อง หอระฆัง
พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ดำเนินการก่อสร้างเมรุ เตาเผาศพ
พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาบำเพ็ญกุศล

สมณศักดิ์
พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นตรี ในราชทินนาม ที่ พระครูสถิตชลธาร (จต.ชต)
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท (จต.ชท)
พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก (รจอ.ชอ)
พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรรองเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก เทียบเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก ในราชทินนามเดิม ที่ “พระครูสถิตชลธาร” (รจอ.ทจอ.ชอ.)

มรณภาพด้วยสาเหตุโรคโพแทสเชียมในเลือดสูง ณ โรงพยาบาลน้ำยืน เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เวลา ๑๒.๔๕ น. รวมสิริอายุได้ ๖๖ ปี ๓ เดือน ๒๖ วัน ๔๖ พรรษา (พ.ศ. ๒๕๕๓ – พ.ศ. ๒๕๕๕ รวม ๓ ปี)

            

๒. พระครูวีรกิจชลธาร (สุรินทร์ กนฺตวีโร) น.ธ.เอก, พธ.บ. เจ้าอาวาสวัดน้ำยืนในปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะ
อำเภอน้ำยืน

พระครูวีรกิจชลธาร  (สุรินทร์  กนฺตวีโร  (รัตนวัน)  

ฐานานุกรม

  • ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดน้ำยืน
  • ๒๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอน้ำยืน
  • ๒๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์
  • พ.ศ. ๒๕๖๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอน้ำยืน

วัฒนธรรมประเพณีของชุมชนหมู่บ้านน้ำยืน มีดังนี้

๑. เข้าพรรษา ๒. ออกพรรษา ๓. ทอดกฐิน ๔. ลอยกระทง ๕. ปีใหม่ ๖. สงกรานต์ ๗. แซนโฎนตา (วันสารท วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐) ๘. แสนตา ประจำทุกปี ปีละครั้ง (ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุก ปี) ๙. เล่นแม่มด ประจำทุกปี ปีละครั้ง (เริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ ไปสิ้นสุด แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี)

ประเพณีแซนโฎนตา วัดน้ำยืน

ประเพณีแซนโฎนตา เป็นประเพณีสำคัญของวัดบ้านน้ำยืนและคนในชุมชนที่ีสืบสานกันมาอย่างยาวนาน จัดขึ้นในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ของทุกปี เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที มีการจัดเครื่องเซ่นไหว้้ด้วยอาหารที่หลากหลาย ทั้งอาหารคาว หวาน ขนมพื้นบ้าน ผลไม้ เครื่องดื่ม สิ่งของอุปโภคและเครื่องประกอบพิธีต่าง ๆ เป็นประเพณีที่ลูกหลานได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ปู่ย่าตายายและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากการทำบุญแล้วยังเป็นกุศโลบายอันลึกซึ้งที่ช่วยดึงให้สมาชิกในครอบครัวที่แยกย้ายกันไปทำงานต่างถิ่นได้กลับมารวมตัวกัน สร้างความอบอุ่นและสานความผูกพันของระบบเครือญาติในสังคมได้อย่างแน่นแฟ้น

ภาพภายในศาลาการเปรียญในอดีต