วัดดวงดี

ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดมีเพียงจารึกที่ฐานพระพุทธรูปภายในพระวิหาร ที่ระบุถึงปีที่สร้างองค์พระไว้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๓๔ ซึ่งตรงกับสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนา องค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย นอกจากนี้ยังถูกค้นพบในอีกหลาย ๆ ชื่อ ได้แก่ วัดต้นหมากเหนือ หรือ วัดต้นมาเหนือ, วัดอุคมดี, วัดพนมดี จนกลายมาเป็นชื่อวัดควงคีตามลำดับ เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ปรากฏชื่อวัดนี้ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๔โดยมีเจ้าขี้หูดเป็นพระภิกษุอยู่ที่วิคในขณะนั้น จึงได้ลาสิกขาออกมาเพื่อขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของเชียงใหม่

วัดแห่งนี้เดิมเคยเป็นวัดที่มีพระสงฆ์เป็นเชื้อพระวงศ์ที่ได้การรับอาราธนาให้ลาสิกขาบท เพื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ล้านนาเชียงใหม่ ซึ่งขึ้นครองเมืองในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๓๐๔-๒๓๐๖ นอกจากนี้ยังเคยถูกใช้เป็นสำนักเรียนสำหรับบุตรหลานเจ้านาย และข้าราชสำนักในสมัยก่อน ซึ่งเจ้าราชบุตร (เจ้าน้อยเลาแก้ว ณ เชียงใหม่) ราชบุตรของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (เจ้าน้อยสุริยวงศ์เมฆะ ณ เชียงใหม่) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ ในราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ได้บวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ อีกทั้งเคยใช้เป็นสถานที่เรียนของนักเรียนยุพราชวิทยาลัยก่อนที่จะมีการก่อสร้างโรงเรียนให้แล้วเสร็จอีกด้วย
สิ่งสำคัญภายในวัดดวงดี

เจดีย์ทรงระฆัง
๑. เจดีย์ทรงระฆัง บนฐานสี่เหลี่ยมย่อเก็จชั้นมาลัยเถาแปดเหลี่ยมองค์ระฆังกลม บัลลังก์ย่อเก็จ มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๔ โดยครูบามหาเกสระ อดีตเจ้าอาวาสเป็นผู้คิคสร้าง

อุโบสถ
๒. อุโบสถ เป็นศิลปะล้านนาที่มีรูปทรงและการตกแต่งสวยงาม อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างสำหรับการศึกษา สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมล้านนา

หอไตรทรงมณทป
๓. หอไตรทรงมณทป เป็นหลังคาคุมแบบล้านนา มีลักษณะหลังคาที่ย่อซ้อนกัน ๓ ชั้น สันนิษฐานว่าตัวอาคารทรงมณหปน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากพม่า หน้าต่างทำเป็นซุ้มโคยรอบ สร้างโดยเจ้าอุปราช (เจ้าหนานมหาวงศ์) ต่อมา คือ พระเจ้ามโหตรประเทศราชาธิบดี พระเจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๒

พระวิหารทรงล้านนา
๔. พระวิหารทรงล้านนา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๙๘ ตอนที่ ๑๗๗ ลงวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๔
คลิกเพื่อนำทาง