

ประวัติวัดโพธิ์พฤกษารามและเจ้าอาวาส
วัดโพธิ์พฤกษาราม มีหลักฐานในทะเบียนของกรมศาสนาว่า ได้ขึ้นทะเบียนเมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๗ มีเนื้อที่ในครั้งนั้นประมาณ ๓ ไร่ และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่บอกว่า
คนเฒ่าคนแก่ที่พอเชื่อถือได้ชาวบ้านเจียดและบ้านพะไลเล่าว่า ตาอู๋ ตาเพือเป็นผู้มาตั้งบ้าน พอตั้งบ้านเรือนเสร็จเรียบร้อยแล้วมี เจ้าหัวโคตรกับ จัวโค
เมื่อท่านได้สร้างวัดบ้านพะไลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ย้ายมาสร้างวัดบ้านเจียด ร่วมกับตาอู๋ ตาเพือ ตั้งชื่อวัดว่า วัดบ้านเจียด ในสมัยนั้น หลักฐานการสร้างวัด
ของท่านยังพอมีอยู่คือ โบสถ์ เก่าสมัยนั้น พระประธานทำด้วยไม้รัง บั้งอุบาทว์ พระพิมพ์พระบูชา โบสถ์และใบเสมาในสมัยท่านสร้าง ก่อด้วยอิฐถือปูน สมัยท่านเรียกว่า
ดินจี่ ส่วนผสมของปูนนั้นมี ดินตม แกลบ ปูนหอยเผา น้ำเปลือกยางบง น้ำแช่หนังสัตว์ เป็นส่วนผสมปูนสมัยนั้น
เมื่อท่านสร้างโบสถ์เสร็จร้อยแล้ว ท่านก็ได้สร้างเป็นวัตถุมงคลขึ้นมาอีกคือพระประธาน ท่านสร้างด้วยไม้รัง หน้าตักกว้าง ๑๒ นิ้ว สูง ๒๔ นิ้ว ปางมารวิชัย มี ๒ องค์
เป็นพระประธานในโบสถ์ มีพระบูชา หล่อด้วยเงิน ทองเหลือง ทองแดง ตะกั่ว พระพิมพ์มีพระพิมพ์ว่านจำปาศักดิ์ ส่วนผสมคือ ว่าน เกษรดอกไม้ ขี้ครั่ง(ชาวบ้านเรียกว่า พระว่านจำปาศักดิ์) วัตถุมงคลเหล่านี้ท่านได้เก็บไว้ในไหแล้วนำฝังดินไว้หน้าโบสถ์ ใส่บาตรเก็บไว้ในโคลนต้นโพธิ์บริเวณที่ตั้งหอแสงและท่านได้ทำบั้งอุบาทว์ไว้ด้วย (บั้งอุบาทว์เป็นเครื่องในพิธีสวดอุบาทว์) เมื่อญาติโยมต้องการให้พระสงฆ์สวดอุบาทว์ให้ก็จะนำเอาบั้งอุบาทว์นี้ไปด้วย บั้งอุบาทว์นั้นท่านเอาไม้คูน ไม้ยอ ทำเป็นรูป ตรงกลางใส่ธูป ๑,๐๐๐ ดอก มี ๑ คู่ สูงประมาณ ๒๕ นิ้ว ญาติโยมถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์สามารถขับไล่อุบาทว์อันชัวร้ายได้
บริเวณวัดนั้นจะมีศาลเจ้าอยู่ชาวบ้านเรียกว่า หอแสง ซึ่งเป็นที่สิงสถิตย์ของรุกขเทวดา จะเป็นเพราะรุกขเทวดามีจริงก็ไม่รู้ หอแสงนั้นก็มีความศักดิ์สิทธิ์จริงๆถ้าใครทำอะไรไม่ถูกหรือทำอาการไม่เคารพต่อศาลนั้น ก็จะเกิดอาการกับคนนั้นทันที จนกว่าจะได้ทำพิธีขอขมาต่อศาลเจ้า อาการนั้นจะหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคนนั้น คนโบราณเล่าว่าก่อนจะลงทำนาในเดือน ๖ ทุกปี
พระประธานประจำอุโบสถ
วัดโพธิ์พฤกษาราม

ทางวัดจะจัดงานทำบุญเดือน ๖ บอกบุญให้บ้านใกล้บ้านไกลมาร่วมงาน บ้านใดที่ได้รับบอกบุญก็จะนำกลอง บั้งไฟมาตีแข่ง จุดบั้งไฟฉลองในงานด้วย การแข่งขันตีกลองนั้น ถ้าบ้านใดได้แข่งกับกลองบ้านเจียดแล้ว และมีการพูดดูถูกกลองบ้านเจียดในเวลาแข่งขันกันอยู่ ชาวบ้านบอกว่าเจ้าพ่อหอแสงจะทำให้กลองคู่แข่งนั้นขาดให้เห็นทันตาเลย
เจ้าหัวโคตร จัวโค เมื่อท่านสร้างวัดบ้านเจียดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านจะจำวัดกี่พรรษาชาวบ้านเจียดไม่มีใครกล่าวถึง แต่ชาวบ้านพะไลเล่าว่า เจ้าหัวโคตร จัวโค ท่านสร้างวัดบ้านพะไลเสร็จแล้ว ท่านได้ย้ายมาสร้างวัดบ้านเจียด เมื่อท่านสร้างวัดสร้างโบสถ์บ้านเจียดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ย้ายไปจำอยู่วัดป่าใหญ่ เมืองอุบลฯ และท่านได้มรณภาพในวัดป่าใหญ่นั่นเอง หลวงปู่ทา วัดทางโค้งท่านเป็นคนบ้านพะไลเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ท่านได้ค้นพบหนังสือไทยน้อย (หนังสือไทยโบราณ) เขียนใส่ไม้ไผ่ที่ทำเป็นแผ่นขนาด ๒ นิ้ว ยาวประมาณ ๑๐ นิ้ว เขียนถึงประวัติ เจ้าหัวโคตร จัวโค ว่าท่านได้สร้างวัดบ้านพะไลเสร็จแล้ว ท่านได้ย้ายมาสร้างโบสถ์ให้วัดบ้านเจียดต่อมาท่านก็ได้ย้ายไปจำวัดอยู่วัดป่ใหญ่ในเมืองอุบลฯ และท่านก็ได้มรณภาพในวัดป่าใหญ่นั่นเอง แผ่นหนังสือแผ่นนั้นหลวงปู่บอกว่าได้เก็บไว้ในลูกนิมิตรลูกเอกของโบสถ์หลังใหม่วัดบ้านพะไล (ชาวบ้านเรียกว่าบือสิม)
คนเฒ่าคนแก่ชาวบ้านเจียดบอกว่า ตาอุ๋ ตาเพือ เจ้าหัวโคตร จัวโค เป็นทหารหนีทัพของพระวอ พระตา ได้พากันมาตั้งบ้านพะไล ตั้งบ้านเจียด สมัยนั้นคนส่วนมากจึงเรียกว่า บ้านเจียด พะไล สมัยนั้น
อุโบสถ
วัดโพธิ์พฤกษาราม


พ.ศ.๒๓๘๕ ประมาณนั้น ญาท่านพรม เป็นเจ้าอาวาส มีหลักฐานพอเชื่อได้คือ ผ้าภาพวาดวัตถุเปรตเขียนว่า นายช่างเขียนภาพจากแขวงสุวัณเขตผู้เขียนภาพหลวงปู่พรม เป็นผู้ว่าจ้างในราคา ๗ บาท ปัจจุบันผ้าภาพวาดวัตถุเปรตนั้นยังสมบูรณ์ดี ในภาพนั้นมี พระมาลัยเปิดโลก เปรตในนรก และการลงโทษสัตว์นรกเหล่าเทวดาในสวรรค์ ดูสวยงามและน่าเกรงขาม
พ.ศ.๒๔๓๕ พระอาจารย์ครูอ่อน เป็นเจ้าอาวาส ในช่วงที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้นไม่มีหลักฐานว่าได้บูรณะอะไร ท่านคงได้บูรณะอยู่เหมือนกันเพราะท่านก็ได้บวชมานาน จนได้รับยกย่องเป็น จารย์ครูในหนังสือโบราณอีสานบอกว่า
พระที่ได้รับคำยกย่องเป็น จารย์ครู จารย์ชา นั้นต้องผ่านการเถราภิเศกก่อน เรียกว่าหดสรง ได้ทำพิธีหดสรงครั้งที่ ๑ เรียกว่า สำเร็จ ได้รับทำพิธีหดสรงครั้งที่ ๒ เรียก จารย์ชาได้ทำพิธีหดสรงครั้งที่ ๓ เรียกจารย์ครู ได้รับหดสรงครั้งที่ ๔ เรียกว่า ญาท่าน ในสมัยนั้น คนเฒ่า คนแก่บอกว่า พระผู้ที่จะได้รับทำพิธี หดสรงนั้นต้องมีพรรษา ๔ พรรษาก่อน และเมื่อได้รับทำพิธีหดสรงครั้งที่ ๑ แล้ว ต้องรอให้ได้ อีก ๔ พรรษาก่อนจึงจะรับพิธีหดสรงครั้งที่ ๒ ได้ท่านได้บวชมานานได้รับทำพิธีฮดสรงหลายครั้งจึงได้เป็น จารย์ครู ท่านเป็นคนบ้านโคกค่อยต่อมาท่านได้ลาสิกขาไปมีครอบครัวอยู่บ้านโป่งเจริญ ตำบลสองคอนในปัจจุบัน
พ.ศ.๒๔๕๐ พระอาจารย์ครูเมฆ เป็นเจ้าอาวาส ต่อมาท่านก็ได้ลาสิกขาไปมีครอบครัว ท่านเป็นคนบ้านม่วงเจียด ในช่วงท่านเป็นเจ้าอาวาสไม่มีหลักฐานให้เห็นว่าได้บูรณะอะไรในสมัยท่าน
พ.ศ.๒๔๕๘ พระอาจารย์ชาขัน เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นคนบ้านโคกค่อย(นามสกุลคนขยัน) สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้น เป็นช่วงทางวัดได้พัฒนาคือ ท่านได้บูรณะรั้วรอบวัดด้วยการหาไม้เนื้อแข็งและต้องเรียงกันให้มิดชิดติดต่อกัน เพื่อมิให้หมูของชาวบ้านเข้าไปในบริเวณวัด ประตูเข้าวัดจะทำรั้วให้ต่ำๆแล้วทำบันไดขึ้นลงเพื่อกันหมู บริเวณวัดก็ถากถางหญ้าออกให้หมดจนเรียกว่า ลานวัดส่วนที่เป็นซุ้มประตูท่านจะนำไม้เสายาวพอประมาณกลึงให้กลม ตรงหัวเสา ทำเป็นรูปดอกบัวตูมอย่างสวยงาม และท่านได้ขุดบ่อน้ำ คือส่าง (บ่อน้ำ) เพื่อเอาน้ำใต้ดินขึ้นมากินมาใช้บูรณะศาลาการเปรียญใหม่ทางด้านหน้าโบสถ์ (ชาวบ้านเรียกว่า หอแจก) เพื่อให้เป็นที่เรียนหนังสือของเด็กสมัยนั้น เพราะทางรัฐบาล ได้ให้วัดเปิดเป็นโรงเรียนสอนเด็กและเยาวชนในปี พ.ศ.๒๔๖๐ มอบให้พระเป็นครูสอนซึ่งมี พระอาจารย์บุญมี เป็นผู้สอน
จากคำบอกเล่าต่อกันมา ว่า พระอาจารย์บุญมี สิมาพันธ์ ท่านเป็นคนบ้านม่วงเฒ่า ท่านเรียนหนังสือใหญ่มาจากอำเภอพนา ( หนังสือใหญ่คงจะเป็นหนังสือไทยในปัจจุบัน เพราะคนสมัยนั้นเรียน หนังสือไทยน้อย ) ต่อมาทางการได้ย้ายโรงเรียนออกจากวัด เอาฆราวาส (บุคคลที่ไม่ใช่พระสงฆ์) เป็นครูสอน เมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๗ท่านก็ได้ลาสิกขาไปเป็นครูสอนตามเดิม พระอาจารย์ชาขัน เมื่อท่านได้บูรณะวัดเสร็จแล้ว ท่านได้ลาสิกขาไปมีครอบครัว มีลูกสาวคนแรกคือ ยายลาวัลย์คนขยัน นั้นเอง
พ.ศ.๒๔๖๗ พระฝาง เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นคนบ้านโคกค่อย (นามสกุลยงยืน) ผู้เขียนได้ไปเห็นชื่อของท่านที่สำนักงานศึกษาธิการอำเภอเขมราฐ เขียนไว้ว่าพระฝาง เป็นผู้สำรวจวัดบ้านเจียด มีเนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ และได้เปลี่ยนชื่อวัด จากวัดบ้านเจียดมาเป็น วัดโพธิ์พฤกษาราม เพราะในบริเวณวัดมีต้นโพธิ์อยู่หลายต้นจึงถือเอาต้นโพธิ์นั้นเป็นชื่อวัด ต่อมาท่านได้เกิดอาพาธขึ้น ไปนอนรักษาตัวที่บ้านของโยมพ่อ โยมแม่ ที่บ้านโคกค่อยและท่านก็ได้มรณภาพในบ้านโยมพ่อโยมแม่นั่นเอง
พ.ศ.๒๔๗๕ พระเหล่ว เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นคนบ้านเจียด สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสในช่วงนี้ จะเป็นเพราะความดุร้ายของเจ้าพ่อหอแสง หรือความซุกซนของเด็กนักเรียนก็ไม่ทราบ เพราะเป็นทางผ่านไปมาของเด็กนักเรียน ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเจ้าพ่อหอแสง ทำให้เด็กและชาวบ้านเดือดร้อน ความจริงก็เป็นอย่างนั้นทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังเชื่อว่า เจ้าพ่อหอแสงดลบันดาลให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ ชาวบ้านได้ไปนิมนต์พระอาจารย์ทองดี จากเมืองคงเซโดน มาทำพิธีขับไล่ผี เจ้าพ่อหอแสง ได้ตัดโค่นต้นโพธิ์ลงเหลืออยู่ต้นเดียว เมื่อทำพิธีปราบผี เจ้าพ่อหอแสงเสร็จแล้วท่านได้จำพรรษาอยู่พรรษาหนึ่ง ท่านจึงได้กลับเมืองคงเซโดนและวัดก็ได้ขยายพื้นที่ออกทางด้านทิศเหนือแล้วทำซุ้มประตูทางเข้าด้วย ต่อมาได้ตัดถนนผ่านพื้นที่วัดทางทิศเหนือตามที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้พื้นที่วัดคงเหลือ ๔ ไร่ ๙ ตารางวา ต่อมาท่านก็ได้ลาสิกขาไปมีครอบครัว
พระประธานภายในศาลาการเปรียญ
วัดโพธิ์พฤกษาราม

พ.ศ.๒๔๘๑ พระพั่ว เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นคนบ้านเจียดนี้เอง (นามสกุลรอบคอบ) ในช่วงนี้ พระเณรผู้มีความต้องการทางด้านการศึกษา ต้องเข้าไปเรียนที่เขมราฐ เพราะเขมราฐได้เปิดการเรียนการสอนนักธรรม การไปอยู่เขมราฐนั้นใช่ว่าจะเข้าไปได้ง่าย ต้องไปหาโยมอุปถากก่อน เมื่อได้โยมผู้อุปถากแล้วจึงเข้าไปได้เพราะอาหารการฉันลำบากในตอนนั้น มีพระเณรหลายรูปได้เป็นเจ้าผู้ปกครอง คือ พระครูภัทรกิจโกศล เจ้าคณะอำเภอเขมราฐ (คุณตาดี คนขยัน) เจ้าอธิการชา (คุณตาชาชิณกะธรรม) เจ้าคณะตำบลเขมราฐ ทางวัดจึงไม่ค่อยมีพระหรือมีก็อยู่ไม่ได้นานต่อมาท่านก็ลาสิกขาไปมีครอบครัว
พ.ศ.๒๔๘๔ พระเม็ก เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นลูกหลานบ้านเจียดเหมือนกัน(นามสกุลคนขยัน) ในระหว่างท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นั้น ได้เกิดพายุฝนและความเก่าแก่ของโบสถ์ ได้พังลงมาทำให้สงฆ์ทำสังฆกรรมไม่ได้ ท่านได้นำญาติโยมหาไม้มาทำเป็นโรงเรือน ครอบฐานโบสถ์เก่าเอาไว้ หลังคามุงด้วยสังกะสี ฝาผนังทำด้วยไม้ และต้นโพธิ์ที่เหลือจากพระอาจารย์ทองดีตัดโค่น ได้หักก่นลงมา ทำให้วัตถุมงคลต่างๆ มีพระพิมพ์จำปาศักดิ์ พระเงิน พระทองเหลือง พระทองแดง พระตะกั่ว พระขี้ครั่ง แตกกระจายออกมา ท่านได้นำไปเก็บไว้ในโบสถ์ที่ท่านสร้างใหม่บางส่วนเก็บไว้ในเจดีย์ของพ่อขุนเจียด บางส่วนญาติโยมนำไปบูชาเก็บรักษา เมื่อบูรณะโบสถ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ลาสิกขาไปมีครอบครัว ภายหลังท่านจึงได้มาบวชใหม่

พ.ศ.๒๔๘๘ พระแก่น เจ้าอาวาส ท่านก็ลูกหลานบ้านเจียด (นามสกุลขันตีเรือง) ท่านได้อยู่ ๕ พรรษาก็ลาสิกขาไปมีครอบครัว พระสี รักษาการแทน ท่านเป็นคนบ้านดอนติ้ว (นามสกุลสุดหล้า) ท่านอยู่ได้ ๔ พรรษาก็ลาสิกขาไปมีครอบครัวพระพิม ทำการรักษาการเจ้าอาวาส ท่านก็ลูกหลานบ้านเจียด (นามสกุลฑีฆะ) รักษาการอยู่ได้ ๓ พรรษาก็ลาสิกขาไปมีครอบครัว ทั้ง ๓ เจ้าอาวาสนี้ไม่เห็นว่ามีอะไรได้ก่อสร้างหรือได้บูรณะเพียงแต่อยู่รักษาวัดเท่านั้น
พ.ศ.๒๕๐๐ พระต่อน สมุปนุโน (นามสกุลปัญญแก้ว) เป็นเจ้าอาวาส คนบ้านเจียดเหมือนกัน สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาส ได้นำพาญาติโยมบูรณะศาลาการเปรียญใหม่ (หอแจก) หลังที่พระอาจาย์ชาขันบูรณะนั้นมาทำเป็นศาลาโรงยาวอยู่ด้านตะวันออกของสระปัจจุบัน แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือแล้ว และสร้างศาลาหลังใหม่ขึ้นตรงบริเวณศาลาการเปรียญปัจจุบัน เสาไม้แก่นมุงด้วยสังกะสี ฝาผนังด้านทิศเหนือก่ออิฐถือปูน ก่ออิฐรอบด้าน ยกเว้นประตูเข้าสูงประมาณเมตร พื้นเทปูนยกอาสน์สงฆ์สร้างศาลาแล้วเสร็จปี พ.ศ.๒๕๐๓ ท่านได้สร้างพระประธานหน้าตัก เมตรครึ่งสูง ๒ เมตรครึ่ง ปางมารวิชัย ศิลปะท้องถิ่น ต่อมาท่านย้ายไปจำวัดอื่น และท่านได้มรณะภาพอยู่วัดบ้านแก้งไฮ
พ.ศ.๒๕๐๘ ญาติโยมได้ไปนิมนต์เอา พระดก อนุตฺตโร (นามสกุลย่าก่ำ) มาเป็นเจ้าอาวาส ความจริงในระหว่างพระต่อน ไปอยู่วัดอื่นก็มีพระจำพรรษาอยู่ปีละรูป ๒ รูป ผู้เขียนจำชื่อไม่ได้ จึงยกให้พระดกรูปเดียวเป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นคนบ้านเจียด ไปบวชอยู่วัดบ้านห้วยยาง ท่านเป็นพระแก่มาอยู่วัดบ้านเจียดไม่นานท่านก็ได้มรณภาพ

ศาลาการเปรียญ
วัดโพธิ์พฤกษาราม

พ.ศ.๒๕๑๕ ญาติโยมไปนิมนต์เอา พระอาจารย์สมดี วิจิตฺโต (นามสกุลว่องไว)ซึ่งเป็นหลานของพระฝาง ท่านเป็นคนบ้านโคกค่อยไปบวชอยู่วัดบ้านดอนแสนพันมาเป็นเจ้าอาวาสต่อจากพระดก ปี พ.ศ.๒๕๑๘ พระอาจารย์มหาสัมฤทธิ์ สมิทุธิโก(นามสกุลชิณกะธรรม) วัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ ได้ขึ้นมาเยี่ยมบ้าน ได้เห็นความทรุดโทรมของวัด เพราะโบสถ์ที่พระเม็กได้บูรณะนั้น และความลำบากของพระเณรความยากจนของชาวบ้าน ได้นำพาเจ้าอาวาส ญาติโยมชาวบ้านรื้อถอนโบสถ์เรือนไม้หลังเก่า ลงมือก่อสร้างใหม่ในปีนั้นเลย และในปีนั้นท่านได้นำเอาต้นโพธิ์มาจากประเทศอินเดียมาปลูกไว้หน้าโบสถ์ด้วย ในระหว่างก่อสร้างโบสถ์นั้นพระอาจารย์สมดี ได้ขุดพบวัตถุมงคลที่เจ้าหัวโคตรทำไว้นั้น มีพระพิมพ์ว่านจำปาศักดิ์พระบูชา มีพระเงิน พระทองเหลือง พระทองแดง พระตะกั่ว พระขี้ครั่ง เป็นจำนวนมากมีหลายไห ได้นำมาให้ญาติโยมบูชา นำเงินมาสร้างโบสถ์ต่อ การสร้างโบสถ์ได้แล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ทำพิธีผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตร อุปสมบทฉลองโบสถ์ใหม่ในวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๒๓ ผู้เขียนก็ได้อุปสมบทในครั้งนั้นต่อมาพระอาจารย์สมดีก็ได้ลาสิกขาไปมีครอบครัว ส่วนพระอาจารย์มหาสัมฤทธิ์ สมิทฺธิโก ต่อมาท่านได้รับฐานานุกรมของ สมเด็จเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามเป็นที่ พระครูธรรมธรสัมฤทธิ์ สมิทุธิโกท่านก็เป็นลูกหลานคนบ้านโคกค่อย

มณฑปพระธาตุ
วัดโพธิ์พฤกษาราม



พ.ศ.๒๕๒๗ เมื่อพระอาจารย์สมดีลาสิกขาไปแล้ว ญาติโยมได้นำไปนิมนต์เอาผู้เขียนมาจากวัดบ้านดอนแสนพัน เพราะผู้เขียนไปจำพรรษาที่นั้นหนึ่งพรรษา มาเป็นเจ้าอาวาส และร่วมพัฒนาวัดกับพระครูสัมฤทธิ์ มาตลอด การพัฒนาวัดมีดังนี้
พ.ศ.๒๕๒๘ ได้บูรณะกุฏิเจ้าอาวาสทรงครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้นพร้อมห้องน้ำในตัวเรือน
พ.ศ.๒๕๒๙ รื้อถอนศาลาการเปรียญหลังที่ พระต่อน สร้างนำไม้บางส่วนไปสร้างหอฉันในขอบสระทิศตะวันตก
พ.ศ.๒๕๓๐ สร้างมณฑปพระธาตุกลางสระ สร้างศาลาพักร้อนสามหลัง หลังคาทรงไทย นำพระประธานองค์ที่พระต่อนสร้างไปตั้งไว้ ณ ต้นศรีมหาโพธิ์ หน้าโบสถ์ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญหลังใหม่และก่อสร้างมาตลอด
พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รื้อถอนกุฏิไม้หลังเก่าสามหลังออก สร้างกุฏิขึ้นใหม่ทรงตึกชั้นเดียว มีห้องน้ำในตัว เรือนหลังคามุงสังกะสีสองหลัง
พ.ศ.๒๕๓๒ สร้างสถูปพระในระหว่างต้นศรีมหาโพธิ์ เป็นที่ประดิษฐ์พระประธานองค์พระต่อนสร้างและเก็บอัฐิ ของหลวงปู่ดก ร่วมเป็นสองสถูป สร้างห้องน้ำขึ้นสองหลังทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก หลังละสี่ห้องน้ำ
พ.ศ.๒๕๓๓ สร้างถังน้ำปะปาต่อท่อน้ำไปสู่กฏิและห้องน้ำ เจาะบ่อบาดาลติดเครื่องสูบน้ำ เพื่อนำน้ำขึ้นใส่ถัง และปลูกดอกเข็มของสระและรอบโบสถ์
พ.ศ.๒๕๓๔ สร้างกุฏิรับรองขึ้นหนึ่งหลัง สองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้พร้อมห้องน้ำหลังคามุงกระเบื้องสี
พ.ศ.๒๕๓๕ สร้างกำแพงทางด้านเหนือ และด้านตะวันออก พร้อมซุ้มประตูโขง
พ.ศ.๒๕๓๖ สร้างหอระฆังทรงไทยประยุกต์ ขยายเนื้อที่ทางด้านทิศใต้ และสร้างอาคารศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ในเนื้อที่ขยายนั้น เป็นอาคารทรงตึกพร้อมห้องน้ำ
พ.ศ.๒๕๓๗ ขยายเนื้อที่วัดทางด้านทิศตะวันตก สร้างกุฏิรับรอง (กุฏิเจ้าหัวโคตร)เปิดศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในวัด ในเนื้อที่ขยายนั้น เป็นอาคารทรงตึกพร้อมห้องน้ำรวมทั้งหมด ๘ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา นำพระประธานมาประดิษฐาน ในศาลาการเปรียญหลังใหม่ ( พระชัยสัมฤทธิ์ )
พ.ศ.๒๕๓๙ สร้างกำแพงทางด้านทิศใต้ ขยายเนื้อที่วัดทางด้านตะวันตกอีกบางส่วน และถมที่ขยายเพื่อสร้างเมรุชุมชน
พ.ศ.๒๕๔๐ ทำพิธีวางศิลาฤกษ์เมรุชุมชน และทำการก่อสร้างตลอดมา
พ.ศ.๒๕๔๗ สร้างศาลาคู่เมรุชุมชน หลังคาทรงไทยยกพื้น เทฟุตบาทรอบพระอุโบสถ
พ.ศ. ๒๕๔๘ เปิดศูนย์พุทธศาสนา วันอาทิตย์ขึ้น เอาหอฉัน เป็นที่เรียนที่สอน มีนักเรียนจากโรงเรียนชุมชนบ้านเจียด และโรงเรียนพุทธเมตตา มาเข้าเรียนด้วยกัน
พ.ศ.๒๕๔๙ ต่อเติมการก่อสร้างศาลาการเปรียญมาตลอด ตั้งแต่ปีลงมือวางศิลาฤกษ์ติดตั้งประตู หน้าต่าง ปูพื้นด้วยหินอ่อน หลังคามุงกระเบื้องดินเผาฝาผนังด้านในเขียนภาพพระเวสสันดรชาดก ภาพพุทธประวัติต่อเติมการสร้างเมรุชุมชน แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๕๐ และเทฟุตบาทรอบพระอุโบสถทั้งสี่ทิศพร้อมทั้งต่อเติมกำแพงด้านที่ขยายเขตใหม่ เทถนนคอนกรีต จากเหนือจรดใต้ กว้าง ๔ เมตร ยาว ๑๒๐ เมตร และขยายพื้นที่ทางด้านทิศตะวันตก รวมเป็นพื้นที่วัดทั้งสิ้น ๘ ไร่ ๓ งาน
วิหารพระ
วัดโพธิ์พฤกษาราม




พระธาตุ
วัดโพธิ์พฤกษาราม

หอระฆัง
วัดโพธิ์พฤกษาราม

อาคารเสนาสนะ
วัดโพธิ์พฤกษาราม





ซุ้มประตู
วัดโพธิ์พฤกษาราม

ลำดับของเจ้าอาวาสเริ่มมาตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ตามลำดับหลักฐานที่พอเชื่อถือได้ และคำประมาณจากคนบอกเล่ามีดังนี้
รูปที่ ๑ เจ้าหัวโคตร ตั้งแต่พ.ศ. ๒๓๒๗-๒๓๘๕
รูปที่ ๒ ญาท่านพรม ตั้งแต่พ.ศ. ๒๓๘๕ – ๒๔๓๕
รูปที่ ๓ จารย์ครูอ่อน ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๓๕ – ๒๔๕๐
รูปที่ ๔ จารย์ครูเมฆ ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๕๐ – ๒๔๕๘
รูปที่ ๕ จารย์ชาขัน ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๕๘ -๒๔๖๗
รูปที่ ๖ พระฝาง ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๖๗ – ๒๔๗๕
รูปที่ ๗ พระเหล่ว ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๔๘๑
รูปที่ ๘ พระพัว ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๘๑ – ๒๔๘๔
รูปที่ ๙ พระเม็ก ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๘๔ – ๒๔๘๘
รูปที่ ๑๐ พระแก่น ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๙๓
รูปที่ ๑๑ พระสี ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๓ – ๒๔๙๗
รูปที่ ๑๒ พระพิม ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๗ – ๒๕๐๐
รูปที่ ๑๓ พระต่อน สมุปนูโน ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๐ – ๒๕๑๘
รูปที่ ๑๔ พระดก อนุตุตโร ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๑๕
รูปที่ ๑๕ พระอธิการสมดี วิจิตฺโต ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๒๗
รูปที่ ๑๖ พระครูโพธิธรรมประสุต ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๗ ถึงปัจจุบัน
เจ้าอาวาส
วัดโพธิ์พฤกษาราม


